ผลกระทบของแทนนินต่อระบบนิเวศน์บางประการของดินจากการปลูกยูคาลิปตัสคามาลดูเลนซิสอายุต่างกัน


ชื่อเรื่อง ผลกระทบของแทนนินต่อระบบนิเวศน์บางประการของดินจากการปลูกยูคาลิปตัสคามาลดูเลนซิสอายุต่างกัน ผู้ดำเนินการ 1. นางนิตยาพร ตันมณี 2 . นายเกรียงศักดิ์ หงษ์โต 3 . นายปรีชา โพธิ์ปาน บทคัดย่อ             ผลจากการศึกษาพบว่า การสะสมของแทนนินในแปลงดินที่ปลูกยูคาลิปตัสอายุ 17 ปี มีปริมาณสูงสุดในทุกฤดูและทุกระดับความลึก รองลงมาเป็นแปลงดินหญ้า และต่ำสุดเป็นแปลงดินที่ปลูกยูคาลิปตัสอายุ 4 ปี ยกเว้นที่ช่วงความลึก 0-15 เซนติเมตรของฤดูฝนและฤดูหนาวที่แปลงดินหญ้ามีปริมาณแทนนินต่ำกว่าแปลงดินที่ปลูกยูคาลิปตัสอายุ 4 ปีเล็กน้อย แสดงว่ามีการสะสมของแทนนินตามอายุของยูคาลิปตัส เนื่องจากมีการย่อยสลายของใบ กิ่ง และรากของยูคาลิปตัส ซึ่งร่วงลงสู่ดินและเกิดการย่อยสลายเพิ่มขึ้นทุกปี              ปริมาณ NH4+ -N ในแปลงดินที่ปลูกยูคาลิปตัสที่มีอายุ 17 ปี มีปริมาณสูงกว่าพื้นที่อื่น ๆ ทั้ง 3 ฤดู ที่ผิวดิน (0-15 เซนติเมตร) แสดงว่ายังมีปริมาณ NH4+ -N คงเหลือที่ผิวดิน ซึ่งยังไม่ถูกออกซิไดซ์ด้วยกระบวนการ nitrification โดย nitrifying bacteria เป็น NO3--N ในขณะที่ปริมาณ NO3--N ในแปลงดินหญ้ามีค่าสูงสุด และรองลงมาคือในแปลงดินที่ปลูกยูคาลิปตัสอายุ 4 ปี และ 17 ปี จำนวน nitrifying bacteria มีปริมาณสูงสุดในแปลงดินหญ้า และรองลงมาคือแปลงดินที่ปลูกยูคาลิปตัสอายุ 4 ปี และต่ำที่สุดในแปลงดินที่ปลูกยูคาลิปตัสอายุ 17 ปี แสดงว่า nitrifying bacteria ถูกยับยั้งในกระบวนการ nitrification ด้วยแทนนินที่สะสมในแปลงดินที่ปลูกยูคาลิปตัสอายุ 17 ปี ผลการทดลองดังกล่าวนี้เป็นไปในแนวเดียวกับผลงานวิจัยของ Rice และ Pancholy (1973) ซึ่งทำการทดลองในห้องปฏิบัติการ พบว่า แทนนินเพียง 2 ppm สามารถยับยั้ง nitrification ในดินได้โดยจะยับยั้งได้สมบูรณ์ในเวลา 3 อาทิตย์ ซึ่ง nitrification จะเกิดขึ้นที่ระดับความลึกของดิน 0-15 ซม. เพราะ nitrifier เป็น aerobic แบคทีเรีย และดินในแปลงยูคาลิปตัส (0-15 ซม.) อายุ 17 ปี มีปริมาณแทนนินในทุกฤดูกาล (81.8 , 84.21 ,97.37 ppm) สูงกว่า 2 ppm ประมาณ 44 เท่า ทำให้การยับยั้ง nitrification ของแทนนินเกิดขึ้นสูงมาก สามารถเห็นชัดเจนในฤดูหนาว ซึ่งอุณหภูมิ ความชื้น และอาหาร (อินทรียวัตถุ) รวมทั้งจำนวน nitrifying bacteria สูง แต่ nitrification ก็เกิดขึ้นน้อย เนื่องจากมีปริมาณ NH4+–N สูงและ NO3--N ต่ำ นอกจากนี้งานวิจัยของ Basaraba (1964) ยังพบว่า การเพิ่มสารแทนนินจากผักลงในดินทำให้อัตราการเกิด nitrification ในดินลดลง และ Rice (1965 a, b) พบว่า แทนนินที่ผลิตจากพืชชนิดต่างๆ สามารถยับยั้ง nitrifying bacteria ได้สูงมาก             จากผลการทดลอง สามารถกล่าวได้ว่าดินที่ไม่ได้ปลูกต้นยูคาลิปตัสมีจำนวน nitrifying bacteria มากกว่าดินที่ปลูกต้นยูคาลิปตัส 4 ปี และ 17 ปี ดังนั้น แสดงว่าสารที่มีอยู่ในต้นยูคาลิปตัสน่าจะมีผลยับยั้งการเจริญของ nitrifying bacteria โดยสารดังกล่าวเป็นสารจำพวก polyphenolic compound หรืออาจกล่าวอีกนัยหนึ่งว่าต้นยูคาลิปตัสนั้นยับยั้งสารอาหารบางชนิดที่จำเป็นต่อการเจริญของ nitrifying bacteria จึงทำให้บริเวณที่ปลูกต้นยูคาลิปตัสมีจำนวนของ nitrifying bacteria น้อยกว่าบริเวณที่ไม่ปลูกต้นยูคาลิปตัส และเมื่อเปรียบเทียบระหว่างดินที่ปลูกต้นยูคาลิปตัส 4 ปี และ 17 ปี พบว่ามีความแตกต่างกัน ทั้งนี้เนื่องจากความน่าจะเป็น 2 ประการคือ ประการแรกสารจำพวกแทนนินจะปล่อยออกจากต้นยูคาลิปตัสตลอดเวลา ทั้งจากการร่วงของใบ และเปลือกของต้นยูคาลิปตัส ลงไปทับถมและย่อยสลายในดิน เมื่อย่อยสลายไปก็มีมาทดแทนใหม่จึงมีผลยับยั้ง nitrifying bacteria อย่างต่อเนื่อง อีกประการหนึ่งคือ เมื่อระยะเวลามากขึ้นต้นยูคาลิปตัสอาจจะมิได้คืนแร่ธาตุให้กับดิน แต่ยังคงดูดซับแร่ธาตุอย่างต่อเนื่อง             เมื่อเปรียบเทียบจำนวน nitrifying bacteria ระหว่างฤดูร้อน ฤดูฝน และฤดูหนาว ในบริเวณที่ไม่ปลูกต้นยูคาลิปตัส พบว่าจำนวน nitrifying bacteria ในฤดูร้อนมีจำนวนน้อยที่สุด เนื่องจากอุณหภูมิไม่เหมาะสมต่อการเจริญ สำหรับในฤดูฝนสภาวะแวดล้อมนั้นเอื้อต่อการเจริญมากกว่าฤดูร้อน แต่อาจมีความชื้นมากเกินพอดี จำนวน nitrifying bacteria จึงมากกว่าในฤดูร้อน และในฤดูหนาวนั้นเป็นสภาวะแวดล้อมที่เหมาะสมต่อการเจริญมากที่สุด ดังนั้น จึงทำให้มีจำนวน nitrifying bacteria มาก แต่เมื่อเปรียบเทียบในบริเวณที่ปลูกต้นยูคาลิปตัส 4 ปี และ 17 ปี นั้นพบว่า ในฤดูฝนมีจำนวน nitrifying bacteria น้อยกว่าในฤดูร้อน ส่วนในฤดูหนาวยังคงมีมาก แต่ก็น้อยกว่าบริเวณที่ไม่ปลูกต้นยูคาลิปตัส เหตุที่เป็นเช่นนี้อาจเป็นเพราะ ในฤดูฝนนั้นเกิดกระบวนการ biodegradation ได้เป็นอย่างดี ได้สารจำพวกแทนนินมาก ซึ่งมีผลไปยับยั้ง nitrifying bacteria และลดลงเมื่อหมดฤดูฝน แต่ยังคงตกค้างอยู่ เมื่อเข้าสู่ฤดูหนาวจึงยังทำให้ในฤดูหนาวจำนวน nitrifying bacteria น้อยกว่าในบริเวณที่ไม่ปลูกต้นยูคาลิปตัสในฤดูหนาว            การที่มีสารแทนนินจากต้นยูคาลิปตัส คามาลดูเลนซิสสะสมอยู่ในดินสูงในแต่ละความลึกของดินโดยเฉพาะที่ 0-15 ซม. ข้าวโพดที่ปลูกต่อจากยูคาลิปตัสโตช้าลง เนื่องจากมีการยับยั้งการเคลื่อนที่ของธาตุอาหาร เช่น ฟอสฟอรัส และไนโตรเจน การทดลองการงอกของเมล็ดข้าวโพดในสารละลายซึ่งสกัดจากใบยูคาลิปตัส เปอร์เช็นการงอกของเมล็ดข้าวโพดต่ำมาก (Sanginga, และ Swift 1992) ดังนั้นจึงควรตระหนักถึงข้อดีข้อเสียของการปลูกยูคาลิปตัสให้มาก เพราะพื้นที่ซึ่งผ่านการปลูกยูคาลิปตัสแล้วต้องการปลูกพืชชนิดอื่นจะต้องมีการปรับปรุง และฟื้นฟูดินให้อยู่ในสภาพที่เหมาะสมโดยเฉพาะผลกระทบจากแทนนิน          ผลกระทบจากแทนนินไม่ได้มีผลเฉพาะทางลบเสียทีเดียว เมื่อพิจารณาทางด้านการอนุรักษ์พลังงาน เมื่อสารแทนนินยับยั้ง nitrification ในดิน จะทำให้มี NH4+–N ในดินเพิ่มขึ้นและถูกยึดได้ในดินและจะค่อยๆปล่อยออกมา สามารถลดการสูญเสียได้ สามารถลด NO3--N ชะล้างลงสู่น้ำใต้ดิน และน้ำไหลบ่า            งานวิจัยที่ศึกษาเป็นผลกระทบของแทนนินจากยูคาลิปตัสในดินที่เป็นกรด ควรจะมีการศึกษาในดินที่มีค่า pH เป็นกลางถึงเป็นด่าง เนื่องจากในดินที่เป็นกลางถึงด่าง จุลินทรีย์ชนิด autotroph สามารถเจริญได้ดี

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *