การจัดทำข้อมูลปริมาณน้ำที่เป็นประโยชน์ในดินตามกลุ่มเนื้อดินในพื้นที่ภาคใต้ด้วยระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์


ปริมาณน้ำที่เป็นประโยชน์ในดินที่พืชดูดใช้ คือ ช่วงระหว่างความชื้นที่ความจุสนามและความชื้นที่จุดเหี่ยวถาวร ดังนั้นในการปลูกพืชบนดินที่มีสมบัติแตกต่างกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งทางด้านกายภาพ คือความชื้นที่พลังงานต่างๆ อนุภาคเนื้อดิน ความลึกของดิน จึงจำเป็นต้องมีการเก็บตัวอย่างดินเพื่อวิเคราะห์ในห้องทดลองให้ได้มาซึ่งข้อมูลที่ต้องใช้ในการคำนวณหาปริมาณน้ำที่เป็นประโยชน์ในดิน ณ พื้นที่นั้น เพื่อเป็นข้อมูลในการวางแผนการจัดการน้ำอย่างมีประสิทธิภาพ เนื่องจากดินมีสมบัติแตกต่างกันการจัดการในการให้น้ำจึงแตกต่างกันด้วย ถึงแม้จะมีหลักการเดียวกัน คือการให้น้ำพืชเท่ากับปริมาณที่พืชดูดใช้หรือสูญเสียไปจากการคายระเหย ไม่ต้องรอให้ถึงจุดเหี่ยวถาวร การศึกษาครั้งนี้ทำให้ทราบปริมาณที่เป็นประโยชน์ได้ในดิน เพื่อใช้เป็นข้อมูลประกอบการวางแผนการใช้น้ำอย่างมีประสิทธิภาพตามชุดดินต่างๆ ต่อไป โดยมีวัตถุประสงค์ เพื่อจัดทำข้อมูลปริมาณน้ำที่เป็นประโยชน์ในดินตามกลุ่มเนื้อดินในพื้นที่ภาคใต้ ที่ระดับความลึกต่างๆของดิน เพื่อวิเคราะห์ความผันแปรของปริมาณน้ำที่เป็นประโยชน์ในดิน โดยใช้ข้อมูลสมบัติทางกายภาพดินบางประการ การจัดทำข้อมูลปริมาณน้ำที่เป็นประโยชน์ในดินตามกลุ่มเนื้อดินในพื้นที่ภาคใต้ มีวัตถุประสงค์เพื่อจัดทำข้อมูลปริมาณน้ำที่เป็นประโยชน์ในดินตามกลุ่มเนื้อดินในพื้นที่ภาคใต้ ที่ระดับความลึกต่างๆ ของดินเมื่อดินมีกลุ่มเนื้อดินต่างกัน และเพื่อวิเคราะห์ความผันแปรของปริมาณน้ำที่เป็นประโยชน์ในดิน โดยใช้ข้อมูลสมบัติทางกายภาพดินบางประการ พร้อมจัดทำแผนที่ปริมาณน้ำที่เป็นประโยชน์ในดิน ด้วยระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์ (GIS) และวิเคราะห์องค์ประกอบ (factor analysis) เพื่ออธิบายความผันแปรของน้ำที่เป็นประโยชน์ในดินต่อเนื้อดินตามชั้นความลึกดิน โดยรวบรวมตัวอย่างดินจากห้องปฏิบัติการกลุ่มวิจัยกายภาพดิน ซึ่งเป็นตัวอย่างจากโครงการศึกษาตัวแทนดินหลักสำหรับการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศไทย และโครงการจัดทำตำราแก้ไขปัญหาด้านดินดานตามแนวพระราชดำริในพื้นที่ศูนย์การพัฒนาอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ทั้ง 6 แห่ง ( ศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยทราย อันเนื่องมาจากพระราชดำริ ) ในปี 2559 จำนวน 15 ชุดดิน 142 ตัวอย่าง จากพื้นที่ตัวแทนชุดดินภาคใต้ โดยนำมาวิเคราะห์หาปริมาณน้ำที่เป็นประโยชน์ในดิน จากผลต่างของ ความจุสนาม (มีค่าพลังงาน 33 กิโลพาสคาล) และจุดเหี่ยวถาวร (มีค่าพลังงาน 1500 กิโลพาสคาล) เพื่อใช้เป็นข้อมูลในการกำหนดปริมาณน้ำที่เป็นประโยชน์ในดิน ณ บริเวณนั้นๆ และจัดทำแผนที่ปริมาณน้ำที่พืชใช้ประโยชน์ได้ด้วยระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์ ผลการศึกษาพบว่า ความแตกต่างของกลุ่มเนื้อดินและความลึกดินมีอิทธิพลต่อปริมาณน้ำที่เป็นประโยชน์ในดิน