ศักยภาพทางเคมีของบางกลุ่มชุดดินที่ใช้ปลูกข้าวโพดของจังหวัดพิษณุโลก


ผู้ดำเนินการ 1. นางละเอียด สินธุเสน บทคัดย่อ           การศึกษาศักยภาพทางเคมีของกลุ่มชุดดินต่างๆที่ใช้ปลูกข้าวโพดของจังหวัดพิษณุโลก โดยวิเคราะห์ตัวอย่างดินที่ระดับความลึก 0-20 เซนติเมตรของกลุ่มชุดดินที่ 5, 6, 7, 15, 33, 35 และ 38 จำนวน 7 กลุ่มชุดดิน ประกอบด้วยชุดดินต่างๆจำนวน 9 ชุดดินจาก 38 หมู่บ้านดังนี้ กลุ่มชุดดินที่ 5 ได้แก่ชุดดินหางดง กลุ่มชุดดินที่ 6 ได้แก่ชุดดินเชียงราย กลุ่มชุดดินที่ 7 ได้แก่ชุดดินร้อยเอ็ด และชุดดินอุตรดิตถ์ กลุ่มชุดดินที่ 15 ได้แก่ชุดดินแม่สาย กลุ่มชุดดินที่ 33 ได้แก่ชุดดินธาตุพนม ชุดดินกำแพงแสน กลุ่มชุดดินที่ 35 ได้แก่ ชุดดินโคราช และกลุ่มชุดดินที่ 38 ได้แก่ชุดดินท่าม่วง พบว่า กลุ่มชุดดินที่ศึกษามีสมบัติต่างๆดังนี้              กลุ่มชุดดินที่ที่ใช้ปลูกข้าวโพดของจังหวัดพิษณุโลกต่างก็มีสมบัติทางกายภาพโดยเฉพาะเนื้อดินส่วนใหญ่เป็นดินร่วนซึ่งมีทราย, ทรายแป้ง และดินเหนียวปนอยู่ด้วยกัน นับว่าเป็นดินที่มีความเหมาะสมที่จะใช้ปลูกข้าวโพด เนื่องจากข้าวโพดเป็นพืชที่ปลูกขึ้นได้ดีในดินร่วนปนทรายที่มีการระบายน้ำดี หรือดินร่วนเหนียวที่มีหน้าดินลึกกว่า 50 เซนติเมตร มีการระบายน้ำดี ไม่ขังหรือแฉะ เมื่อดินอิ่มตัวด้วยน้ำ ดินมีค่าปฏิกิริยาความเป็นกรดเป็นด่างในช่วงเป็นกรดจัดมากถึงกรดเล็กน้อย(4.5-6.5) คิดเป็นร้อยละถึง 89.47 ความต้องการปูนแคลเซียมคาร์บอเนตของแต่ละชุดดินพบว่า มีความแปรปรวนมาก ขึ้นอยู่กับความสามารถในการต่อต้านความเป็นกรดของดิน (buffer capacity) ของแต่ละชุดดินนั่นๆ แม้ในชุดดินเดียวกันต่างหมู่บ้านกันก็มีความต้องการปูนไม่เท่ากัน โดยมีความต้องการปูนแคลเซียมคาร์บอเนตตั้งแต่ 156-780 กิโลกรัมต่อไร่หรือคิดเป็นร้อยละ 7.89 ดินที่มีความต้องการปูนแคลเซียมคาร์บอเนต 156 กิโลกรัมต่อไร่ ได้แก่ ชุดดินหางดง ชุดดินร้อยเอ็ด และชุดดินโคราช ส่วนดินที่มีความต้องการปูนแคลเซียมคาร์บอเนตถึง 780 กิโลกรัมต่อไร่ ได้แก่ ชุดดินอุตรดิตถ์ ชุดดินกำแพงแสน ส่วนปริมาณอินทรียวัตถุของชุดดินต่างๆ พบว่า โดยทั่วไปมีปริมาณอินทรียวัตถุอยู่ในเกณฑ์ต่ำ(0.24%-1.46%) คิดเป็นร้อยละถึง 71.05 ความจุในการแลกเปลี่ยนประจุบวก (CEC) พบว่า ชุดดินที่ใช้ปลูกข้าวโพดส่วนใหญ่มีค่าความจุในการแลกเปลี่ยนประจุบวกในเกณฑ์ต่ำ(CEC = 1.78-9.42 cmlo/kg) คิดเป็นร้อยละ 57.89 และมีค่าความอิ่มตัวด้วยธาตุประจุบวกด่างอยู่ในเกณฑ์ปานกลาง(%BS=35-75) คิดเป็นร้อยละ 76.32 สำหรับปริมาณธาตุอาหารหลักของพืชในชุดดินต่างๆ พบว่า ดินมีปริมาณธาตุอาหารพืชฟอสฟอรัสที่เป็นประโยชน์อยู่ในเกณฑ์สูง (P = 17-204 mg/kg) คิดเป็นร้อยละ 60.52 ปริมาณโพแทสเซียมที่เป็นประโยชน์ต่อพืชอยู่ในเกณฑ์ต่ำ(K=9-60 mg/kg) คิดเป็นร้อยละ 60.52             การวิเคราะห์ปริมาณธาตุอาหารรองในชุดดินต่างๆพบว่า ปริมาณธาตุอาหารรองแคลเซียม, แมกนีเซียม และกำมะถันที่มีอยู่ในดินอยู่ในช่วงพิสัย 151-4,769, 22-569 และ 2-91 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม ตามลำดับ ปริมาณธาตุอาหารรองแคลเซียมในดินมากถึงร้อยละ 97.36 ที่ไม่เพียงพอต่อการเจริญเติบโตของข้าวโพด ส่วนปริมาณธาตุอาหารรองแมกนีเซียมและกำมะถันพบว่าทั้งหมดอยู่ในเกณฑ์ที่ต่ำ ไม่เพียงพอต่อการเจริญเติบโตของข้าวโพดเช่นกัน              สำหรับปริมาณจุลธาตุอาหารในดินพบว่า ปริมาณธาตุสังกะสี(Zn), ทองแดง(Cu) มีอยู่ในช่วงพิสัย 0.21-3.72 และ 0.22-4.85 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม ตามลำดับ อยู่ในเกณท์ต่ำไม่เพียงพอต่อการเจริญเติบโตของข้าวโพดจำเป็นจะต้องให้ธาตุสังกะสี ทองแดง โดยการฉีดพ่นทางใบ ส่วนปริมาณจุลธาตุอาหารแมงกานีส(Mn) และเหล็ก(Fe) มีอยู่ในช่วงพิสัย 16-172 และ 6-334 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม ตามลำดับ ซึ่งมีปริมาณมากเพียงพอสำหรับการปลูกข้าวโพด

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *