Category Archives: ผลงานวิจัย

Influence of Soil Physical Properties, Soil Parent Materials and Precipitation on Landslide Occurrences in Thailand

Orathai Sukreeyapongse, Pramuanpong Sindhusen, Somjai Chenyapanich and  Hathairat Pichainarong

Abstract

Soil properties of major landslides that occurred on slope complexes in Thailand were analyzed. The character of the parent material plays an important role in determining soil properties. Representative five soil profiles including granite derived soils in Nakonsrithammarat province (KT and KWg soils) and fine grained clastic rock and shale derived soils in Phetchabun (PNg and NK soils) and Uttraradit provinces (NT soil) were studied. On a granite landscape, KT and Kwg soils have a relatively coarse texture (sandy loam to sandy clay loam). Field capacity (FC) of KT and Kwg soils ranges from 17-33%wt. The hydraulic conductivity (Ksat) of KT and Kwg soils values ranges from 11-79 cm hr-1. While in the hillslope derived from fine grained clastic rock and shale, PNg, NK and NT soils have clayey texture. FC of PNg, NK and NT soils ranges from 29-39%wt with Ksat ranging from 0.14-104 cm hr-1. The nature of the parent material and the rate of parent material weathering can greatly affect hydrological and erosion processes. The differentiation of Ksat, especially at the lower limit of the clayey texture soils caused the landslide occurrence. Climatic conditions are characterized by a mean annual precipitation at Nakonsrithammarat province of 1,640 mm in November 1988 and a mean annual precipitation at Phetchabun province of 157 mm in August 2001 appeared to be sufficient to cause landsliding.

การศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างความเสี่ยงพิบัติภัยดินถล่มที่มีต่อสมบัติทางกายภาพดินวัตถุต้นกําเนิดดิน และปริมาณฝน

นายประมวลพงษ์ สนิธุเสน ผู้เชี่ยวชาญด้านวิเคราะห์วิจัยดินทางกายภาพ สํานักวทิยาศาสตร์เพื่อการพัฒนาที่ดิน

บทคัดย่อ

จากการศึกษาหน้าตัดดินบนพื้นที่สูง ที่บ้านน้ําต๊ะ ตําบลน้ํามูล อําเภอทาปลา และบ้านผามุบ ตําบลแม พูน อําเภอลับแล จังหวัดอุตรดิตถ์ ที่บ้านทาพล อําเภอเมือง และบ้านน้ําก่อใหญ ตําบลน้ําชุน อําเภอหลมสัก จังหวัดเพชรบูรณ์ ที่บ้านห้วยภูลิง และบ้านพละ ตําบลแมระมาด อําเภอแมสอด จังหวัดตาก และที่บ้านกระทูน เหนือ อําเภอพิปูน บ้านคีรีวงศ์ อําเภอลานสกา และบ้านทับน้ําเตา อําเภอนบพิตํา จังหวัดนครศรีธรรมราช รวม ทั้งสิ้นจํานวน 9 หนาตัดดิน ทั้งจากภาคสนามและการวิเคราะหสมบัติทางกายภาพและจุลสัณฐานดินใน หองปฎิบัติการพบวา ดินที่มีวัตถุตนกําเนิดดินเปนหินอัคนีเนื้อหยาบ ไดแก หินแกรนิต ซึ่งจะพบเศษหินแกรนิต มีขนาดและปริมาณที่เพิ่มขึ้นตามความลึกของหนาตัดดิน และดินที่เกิดจากตะกอนดาดเขามีเนื้อดินเปนดินรวน ปนทราย ถึงดินรวนปนดินเหนียวปนทรายซึ่งเปนกลุมดินเนื้อหยาบ จะมีคาความจุความชื้นสนามอยูในชวงรอย ละ 13.17-32.64 โดยขึ้นอยูกับปริมาณของอนุภาคดินเหนียวและความสามารถในการซาบซึมนํ้าของดินอยู ในชวง 10.93-79.13 เซนติเมตรตอชั่วโมง สวนดินที่มีวัตถุตนกําเนิดดินที่เปนหินตะกอนเนื้อละเอียด ไดแก หินดินดาน และหินแปรชนิดฟลไลต จะมีเนื้อดินเปนดินรวนปนดินเหนียวปนทรายแปงถึงดินเหนียว ซึ่งเปน กลุมดินเนื้อละเอียด จะมีคาความจุความชื้นสนามอยูในชวงรอยละ 29.35-45.24 และความสามารถในการซาบ ซึมน้ําของดินอยูในชวง 0.14-159.55 เซนติเมตรตอชั่วโมง โดยขึ้นอยูกับระดับของการผุพังสลายตัวของวัตถุตน กําเนิด คาความหนาแนนและการอัดแนนของชั้นดินรวมทั้งปริมาณเศษหินที่ปะปนอยูในหนาตัดของดิน ความ แตกตางของคาความสามารถในการซาบซึมน้ําของดิน โดยเฉพาะอยางยิ่งในดินเนื้อละเอียด เปนปจจัยสําคัญตอ การถลมของดินโดยมีปริมาณฝน 156.6 มิลลิเมตร ที่จังหวัดเพชรบูรณในเดือนสิงหาคม พ.ศ. 2544 ขณะที่ ปริมาณฝน 1543.7 มิลลิเมตร ที่ทําใหดินถลมที่อําเภอนบพิตํา จังหวัดนครศรีธรรมราช ในเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2531

การประเมินค่าการชะล้างพังทลายของดินโดยใช้นิวเคลียร์เทคโนโลยี

ชื่อเรื่อง การประเมินค่าการชะล้างพังทลายของดินโดยใช้นิวเคลียร์เทคโนโลยี และคุณภาพของดินบนพื้นที่สูงใน จ.เชียงใหม่ และพื้นที่ดอน จ.ขอนแก่น

ผู้ดำเนินการ ดรุณี ชัยโรจน์ จิราวุฒิ เวียงวงษ์งาม ลลิดา ชัยเนตร

บทคัดย่อ
          การประเมินค่าการชะล้างพังทลายและทับถมของดินโดยใช้วิธีการตรวจวัดปริมาณ 137Cs ที่สะสมในชั้นหน้าตัดดิน (Cs-Inventory) บนพื้นที่สูง โครงการหลวงหนองหอย บ้านหนองหอย ต.แม่แรม อ.แม่ริม จ.เชียงใหม่ และพื้นที่ดอน บ้านโนนตุ่น ต.หนองแวง อ.พระยืน จ.ขอนแก่น และคุณภาพของดิน พบว่า
            1. ปริมาณ 137Cs ที่สะสมในชั้นหน้าตัดดิน (Cs-Inventory) ซึ่งใช้เป็นค่าอ้างอิง (Reference Inventory) ของพื้นที่ป่าบนที่สูง มีค่า 82.47 Bq/m2 ของพื้นที่ปลูกผัก มีค่า 76.78 Bq/m2 และของพื้นที่ดอน บ้านโนนตุ่น จ.ขอนแก่น มีค่า 338.75 Bq/m2
          2. พื้นที่สูงที่เป็นป่าธรรมชาติ อยู่สูงจากระดับน้ำทะเลปานกลาง 1201-1340 เมตร มีความลาดชันประมาณ 15-24 องศา ดินบนมีเนื้อดินเป็นดินร่วนเหนียว เป็นดินโปร่งมาก ความอุดมสมบูรณ์ของดินจัดอยู่ในระดับค่อนข้างสูงถึงสูงมาก ดินเป็นกรดรุนแรงมาก มีอัตราการชะล้างพังทลายของดิน ประมาณ 3-8 ตัน/เฮกแตร์/ปี เฉลี่ย 4.4 ตัน/เฮกแตร์/ปี หรือ 0.7 ตัน/ไร่/ปี (1 เฮกแตร์ = 6.25 ไร่) (โดยใช้ค่าอ้างอิงจากพื้นที่ป่า) จัดอยู่ในชั้นความรุนแรงของอัตราการสูญเสียดินน้อย
            3 พื้นที่ปลูกผักบนที่สูง อยู่สูงจากระดับน้ำทะเลปานกลาง 1,222-1,323 เมตร มีความลาดชันประมาณ 18-33 องศา ดินบนมีเนื้อดินเป็นดินร่วนเหนียว ความอุดมสมบูรณ์ของดินอยู่ในระดับปานกลาง และขึ้นอยู่กับการจัดการดินของเจ้าของแปลง มีอัตราการชะล้างพังทลายของดิน ประมาณ 7-20 ตัน/เฮกแตร์/ปี (โดยใช้ค่าอ้างอิงจากยอดเขาของพื้นที่ปลูกผัก) หรือ ประมาณ 17-42 ตัน/เฮกแตร์/ปี (โดยใช้ค่าอ้างอิงจากยอดเขาของพื้นที่ป่า) จัดอยู่ในชั้นความรุนแรงของอัตราการสูญเสียดินปานกลาง
           4. พื้นที่ปลูกหญ้ารูซี บนพื้นที่ดอน อยู่สูงจากระดับน้ำทะเลปานกลาง 174-176 เมตร มีความลาดเทประมาณ 2-3 องศา ดินบนมีเนื้อดินเป็นดินทราย ความอุดมสมบูรณ์ของดินจัดอยู่ในระดับต่ำ ดินเป็นกรดจัด มีอัตราการชะล้างพังทลายของดิน ประมาณ 27 ตัน/เฮกแตร์/ปี หรือ 4.32 ตัน/ไร่/ปี (โดยใช้ค่าอ้างอิง ของบ้านโนนตุ่น จ.ขอนแก่น) จัดอยู่ในชั้นความรุนแรงของอัตราการสูญเสียดินปานกลาง
           5. พื้นที่ปลูกยางพารา บนพื้นที่ดอน อยู่สูงจากระดับน้ำทะเลปานกลาง 162-183 เมตร มีความลาดเทประมาณ 2-3 องศา ดินบนมีเนื้อดินเป็นดินทราย ความอุดมสมบูรณ์ของดินจัดอยู่ในระดับต่ำมาก ดินเป็นกรดจัดมาก ดินค่อนข้างแน่นเนื่องจากมีการใช้รถแทรกเตอร์ไถพรวน มีอัตราการชะล้างพังทลายของดิน ประมาณ 5-112 ตัน/เฮกแตร์/ปี และอัตราการทับถมดิน ประมาณ 5-23 ตัน/เฮกแตร์/ปี (โดยใช้ค่าอ้างอิง ของบ้านโนนตุ่น จ.ขอนแก่น) จัดอยู่ในชั้นความรุนแรงของอัตราการสูญเสียดินรุนแรงมาก
         6. ได้สมการแสดงความสัมพันธ์แบบถดถอยเชิงเส้นตรง (linear regression) ระหว่างปริมาณ 137Cs ที่สะสมในชั้นหน้าตัดดิน (Cs-Inventory) กับ ปริมาณอินทรีย์คาร์บอน เฉพาะในกรณีของพื้นที่ป่าธรรมชาติ คือ
Cs-Inventory (Bq/m2 ) = 15.54 + 13.55 Organic Carbon (%), r = 0.9*, n=5
สมการนี้ สามารถใช้ประเมินค่าการชะล้างพังทลายของดินในพื้นที่ป่าธรรมชาติ ที่ลาดชัน และมีเนื้อดินเป็นดินร่วนเหนียว

สมบัติทางกายภาพของดินในประเทศไทย

ชื่อเรื่อง สมบัติทางกายภาพของดินในประเทศไทย

ผู้ดำเนินการ ดรุณี ชัยโรจน์ สันติ รัตนอานุภาพ ลลิดา ชัยเนตร

บทคัดย่อ
          จากการพิจารณาคัดเลือกข้อมูลผลวิเคราะห์สมบัติทางกายภาพของดิน ซึ่งรวบรวมในช่วงปี 2547-2551 ได้จำนวนประมาณ 7,929 ตัวอย่าง นำข้อมูลที่ได้ไปวิเคราะห์ ประมวลผล แปลผล เพื่อให้เป็นฐานข้อมูลสมบัติทางกายภาพของดินที่สามารถใช้อ้างอิงได้ดังนี้ 1. สามารถแยกกลุ่มที่มีค่าพิกัดกำกับตัวอย่าง พร้อมค่าวิเคราะห์เนื้อดิน ออกได้จำนวน 1,959 ตัวอย่าง และสามารถใช้เป็นข้อมูลอ้างอิงในเรื่องเนื้อดินของชั้นดินบน (ผิวดินลงไปถึงระดับลึกไม่เกิน 30 ซม.) ได้จำนวนทั้งสิ้น 957 ตัวอย่าง กระจายอยู่ใน 66 จังหวัด แสดงลักษณะของเนื้อดิน ณ จุดเก็บตัวอย่างในแผนที่ชุดดินจัดตั้งรายจังหวัด และรายละเอียดของข้อมูลในแต่ละจุดพิกัดแสดงในตารางเป็นรายจังหวัดสามารถสืบค้นได้ แสดง ค่าพิกัด ตำบล อำเภอ จังหวัด มีค่าวิเคราะห์ดินเนื้อดิน และมีค่าการอุ้มน้ำของดินที่สภาวะความจุสนาม และที่จุดเหี่ยวเฉาถาวรของพืชกำกับในบางจุดด้วย 1. จากการตรวจสอบระหว่าง ข้อมูลจากผลวิเคราะห์ดิน กับ ข้อมูลจากชุดดินในแผนที่ชุดดินของประเทศไทยในระบบดิจิตอล และข้อมูลจากเอกสารวิชาการของสำนักสำรวจดินและวางแผนการใช้ที่ดิน พบว่าชนิดของเนื้อดินในชั้นดินบนของตัวอย่างดินที่ส่งมาวิเคราะห์ ที่ตรงกับชนิดของเนื้อดินบนในชุดดินจัดตั้ง มีรวมจำนวน 364 ตัวอย่าง ส่วนที่ไม่ตรงกับชนิดของเนื้อดินบนในชุดดินจัดตั้ง รวมจำนวน 409 ตัวอย่าง และส่วนที่อยู่ในพื้นที่ที่ไม่ได้จำแนกเป็นชุดดินจัดตั้ง รวมจำนวน 176 ตัวอย่าง หน่วยงานด้านสำรวจและจำแนกดิน สามารถนำข้อมูลเหล่านี้ไปใช้พิจารณาประกอบในกรณีที่ต้องการตรวจสอบในเรื่องของชุดดินจัดตั้งได้ 2. ฐานข้อมูลสมบัติทางกายภาพบางประการของดิน ผลการคัดเลือกข้อมูลผลวิเคราะห์ดินทางกายภาพ จากตัวอย่างที่ส่งมารับบริการในช่วงปี พ.ศ. 2547 ถึง 2551 ที่มีค่าชนิดของเนื้อดิน ควบคู่กับสมบัติทางกายภาพอื่นๆของดินมีดังนี้ 2.1 ความสัมพันธ์ระหว่างเนื้อดินกับการอุ้มน้ำของดิน (% โดยมวล) ที่สภาวะความจุความชื้นสนาม (FC) และที่จุดเหี่ยวเฉาถาวรของพืช (PWP) และคำนวณค่าเฉลี่ยของความจุน้ำที่เป็นประโยชน์ต่อพืช (AWCA) มีดังนี้ ดินทราย มีค่าเฉลี่ยการอุ้มน้ำของดินที่ FC = 4 ± 1 % และ ที่ PWP = 1 ± 0 % และมีค่า AWCA 3 %, n=14 ดินทรายปนร่วน มีค่าเฉลี่ยการอุ้มน้ำของดินที่ FC = 6 ± 2 % และ ที่ PWP =2 ± 1 % และมีค่า AWCA 4 %, n=106 ดินร่วนปนทราย มีค่าเฉลี่ยการอุ้มน้ำของดินที่ FC = 13 ± 6 % และ ที่ PWP = 7 ± 4 % และมีค่า AWCA 6 %, n=152 ดินร่วน มีค่าเฉลี่ยการอุ้มน้ำของดินที่ FC = 23 ± 6 % และ ที่ PWP = 12 ± 5 % และมีค่า AWCA 11 %, n=83 ดินร่วนปนทรายแป้ง มีค่าเฉลี่ยการอุ้มน้ำของดินที่ FC = 23 ± 3 % และ ที่ PWP = 9 ± 2 % และมีค่า AWCA 14 %, n=22 ดินร่วนเหนียวปนทราย มีค่าเฉลี่ยการอุ้มน้ำของดินที่ FC = 24 ± 10 % และ ที่ PWP = 14 ± 5 % และมีค่า AWCA 10 %, n=87 ดินเหนียวปนทราย มีค่าเฉลี่ยการอุ้มน้ำของดินที่ FC = 21 ± 3 % และ ที่ PWP = 14 ± 2 % และมีค่า AWCA 7 %, n=8 ดินเหนียวปนทรายแป้ง มีค่าเฉลี่ยการอุ้มน้ำของดินที่ FC = 32 ± 6 % และ ที่ PWP = 21 ± 4 % และมีค่า AWCA 11 %, n=31 ดินเหนียว มีค่าเฉลี่ยการอุ้มน้ำของดินที่ FC = 35 ± 7 % และ ที่ PWP = 24 ± 5 % และมีค่า AWCA 11 %, n=95 ดินร่วนเหนียว มีค่าเฉลี่ยการอุ้มน้ำของดินที่ FC = 27 ± 4 % และ ที่ PWP = 17 ± 4 % และมีค่า AWCA 10 %, n=106 ดินร่วนเหนียวปนทรายแป้ง มีค่าเฉลี่ยการอุ้มน้ำของดินที่ FC = 30 ± 5 % และ ที่ PWP = 18 ± 4 % และมีค่า AWCA 12 %, n=55 2.2 ความสัมพันธ์ระหว่างเนื้อดินกับความหนาแน่นรวม (bulk density) และความพรุนรวม (total porosity, E) ของดิน พบว่า ดินทุกชนิดที่ค่าความพรุนรวมเท่ากับ 50% จะมีค่าความหนาแน่นรวมของดินใกล้เคียงค่า 1.3 กรัม/ลบ.ซม. ดังนั้นสามารถใช้ค่าความหนาแน่นรวมของดิน ที่ 1.3 กรัม/ลบ.ซม.เป็นตัวชี้วัดว่า ดินทุกชนิดเริ่มมีความแน่นทึบเพิ่มขึ้น ซึ่งไม่เหมาะต่อการเพาะปลูกพืช ถ้ามีความหนาแน่นรวมของดินมากกว่า 1.3 กรัม/ลบ.ซม.

วัสดุอ้างอิงและแผนภูมิควบคุม

ชื่อเรื่อง วัสดุอ้างอิงและแผนภูมิควบคุม

ผู้ดำเนินการ สุวรรณีย์ ภูธรธราช

บทคัดย่อ
          ห้องปฏิบัติการทั่วๆ ไปไม่ว่าจะเป็นห้องปฏิบัติการขนาดเล็กหรือใหญ่ ต้องผลิตข้อมูลที่เชื่อถือได้เป็นที่ ยอมรับทางด้านวิทยาศาสตร์ และสามารถนำข้อมูลนั้นไปใช้ประโยชน์ตามความต้องการได้อย่างถูกต้อง ห้องปฏิบัติการจึงจำเป็นต้องมีการจัดการควบคุมคุณภาพ วิธีการอย่างหนึ่งคือการนำวัสดุอ้างอิงและการทำแผนภูมิ ควบคุมมาใช้ปฏิบัติในงานประจำและทำอย่างต่อเนื่อง ทำให้สามารถพัฒนาระบบการวิเคราะห์ให้มีคุณภาพได้มาตรฐาน ซึ่งเป็นไปตามข้อกำหนดทางวิชาการของระบบมาตรฐานสากล ISO/IEC 17025 ผู้เขียนจึงหวังว่าคู่มือเล่มนี้จะเป็น ประโยชน์สำหรับห้องปฏิบัติการที่ต้องรับผิดชอบการวิเคราะห์ตัวอย่างประเภทต่างๆ เช่น ตัวอย่างดิน ตัวอย่างพืช หรือตัวอย่างที่เป็นปัจจัยการผลิตต่างๆ เป็นต้น ที่จะนำไปใช้เพื่อสร้างมาตรฐานการวิเคราะห์ให้เกิดขึ้น และสร้าง ความพอใจให้แก่ทุกฝ่ายต่อไป

รอยพิมพ์ประจุ : กรณีศึกษาดินทรายชุดดินร้อยเอ็ดในจังหวัดขอนแก่น

ชื่อเรื่อง รอยพิมพ์ประจุ : กรณีศึกษาดินทรายชุดดินร้อยเอ็ดในจังหวัดขอนแก่น

ผู้ดำเนินการ สุวรรณีย์ ภูธรธราช

บทคัดย่อ
           ดินทรายชุดดินร้อยเอ็ดที่ศึกษานี้มีสมบัติทางกายภาพและเคมีบางประการดังนี้ มีอนุภาคทราย 58.3 % ทรายแป้ง 33.9 % ดินเหนียว 7.8 % pH 4.7 และอินทรียวัตถุ 0.72 %

             ดินชุดดินร้อยเอ็ดนี้พบว่ามีความทนทานต่อการเปลี่ยนแปลง pH ของดินประมาณ 1 หน่วย pH ถ้ามี การใส่กรดหรือด่างลงไปประมาณ 1 เซนติโมลต่อดิน 1 กิโลกรัม ดินนี้มีปริมาณ CEC ของดินเท่ากับ 1.53 เซน ติโมลต่อกิโลกรัม (ที่ pH 4.7) ถ้ายกระดับ pH ของดินขึ้นจากเดิม (pH 4.7) เป็น pH 6.3 มีผลทำให้ปริมาณ CEC ของดินเพิ่มขึ้นเป็น 2.20 เซนติโมลต่อกิโลกรัม แต่ถ้า pH ของดินลดต่ำลงเป็น pH 3.9 ปริมาณ CEC ของ ดินที่เกิดจากประจุผันแปรจะมีค่าเท่ากับศูนย์ ดังนั้น ปริมาณ CEC ของดิน ณ pH0 นี้ จึงเป็นปริมาณ CEC ของ ดินที่เกิดจากประจุถาวรเท่านั้น ส่วนปริมาณ AEC ของดินนั้นมีค่าผันแปรมาก ทั้งนี้อาจเนื่องจากดินที่ศึกษานี้มี อนุภาคดินเหนียวและอินทรียวัตถุในปริมาณค่อนข้างต่ำ

PHOSPHORIZATION AND SURFACE WATER RISK ASSESSMENT FOR RICE FIELD

ชื่อเรื่อง PHOSPHORIZATION AND SURFACE WATER RISK ASSESSMENT FOR RICE FIELD

ผู้ดำเนินการ

Orathai Sukreeyapongse*, Chuchitt Sagwansupyakorn, Darunee Chaiyarojana Chanida Charanworapan and Lamai Srisawat

บทคัดย่อ
         Phosphorus is an important nutrient for plant growth. It is a critical component in agriculture since a sub-optimal levels of available P in soil limits the growth of plants. Although most Thai soils are inherently deficient in P, in some areas farmers have applied P until many soils are sufficient or have a high P content. Consequently, water draining from these fields are also high in P, resulting in increased growth of algae and other plants in surface water. P has become known as a key contributor in the eutrophication of water bodies. Farmers do not need to add P when soils are sufficient in P. They can reduce cost of P fertilizer and prevent loss of P. To assess the problem of surface wastewater from phosphorization in rice fields associated with different practices, soil samples and data were collected from 14 studied sites through out the country which are representative of soils used for growing rice in Thailand. (Sample and data collecting from this sub-project were from the integrated project run by sustainable rice project committee.) Each studied site has 12 treatments with different chemical fertilizer ratios, green manure and bio-substance extract and these treatments can be grouped into 6 groups which were farmer practice (FP), control (C), chemical fertilizer and green manure (CG), chemical fertilizer and bio-substance extract (CB), chemical fertilizer and green manure and bio-substance extract (CGB) and green manure and bio-substance extract (GB). Phosphorus index (PI) for every rice field was calculated and used as surface wastewater risk assessment. The results showed that PI for FP, C, CG, CB and CGB were 16-34.5, 5-22, 13-25.3, 11-25, 13-25 and 7-16, respectively. There is one studied site showed medium level of P loss and another site that showed high levels of P loss. For holistic approach for rice fields in Thailand, it can be concluded that rice fields are not non-point sources of water pollution.

Phosphorus index for tropical sandy rice field and pineapple fields

ชื่อเรื่อง Phosphorus index for tropical sandy rice field and pineapple fields

ผู้ดำเนินการ

SUKREEYAPONGSE, O.1, CHARANWORAPAN, C.1 PONGKANJANA, A. 1 and KANJANATHANASET, K. 1

บทคัดย่อ
         Sandy soils are typically infertile and required significant amount of fertilizer to maintain their productivity. Both chemical fertilizer and organic fertilizer such as manures or composts not only provide important nutrients to the growing plant but are also subject to fixation by the soils, surface runoff and leaching into the groundwater. Phosphorus is one of the major factors that algae and microorganism bloom in water bodies. Phosphorus concentrations in the soil, the rate and method of phosphorus application, soil erosion and water runoff are used as factors in the calculation of a phosphorus index (PI).
            Paddy sandy soil from Surin Province that typically represented a lowland area and a sandy soil from an upland pineapple production system from Prajuab-kirikan Province were used in this study. PI values calculated were 16.5 and 10 respectively. These values are rather low and indicate that these soils have a low potential in losing phosphorus. PI is an easily procedure to estimate phosphorus lost and surface wastewater risk assessment. Factors that influence PI and the methods of reducing PI were discussed.

การทดลองทำให้น้ำที่ถูกบำบัดทิ้งสะอาดจากพื้นที่พรุจังหวัดนราธิวาส

ชื่อเรื่อง การทดลองทำให้น้ำที่ถูกบำบัดทิ้งสะอาดจากพื้นที่พรุจังหวัดนราธิวาส

ผู้ดำเนินการ นางทิพวรรณ อินทโสตถิ
ดร.นัยนา พึ่งพันธุ์
ดร.ฮิเดโนริ วาดา

บทคัดย่อ
          ความต้องการพื้นที่เพื่อการเกษตรมีจำนวนมากขึ้น การแก้ไขปรับปรุงพื้นที่และนำพื้นที่มาใช้ประโยชน์ จึงมีความจำเป็น ในบริเวณพื้นที่พรุ จังหวัดนราธิวาสพื้นที่พรุบางส่วน ได้รับการแก้ไขโดยการระบายน้ำ อย่างไรก็ตามผลที่ได้รับจากการระบายน้ำไม่เป็นที่น่าพอใจ ทั้งนี้เนื่องจากความเป็นกรดจัดและสีของน้ำที่ดำ จากการศึกษาทดลองในครั้งนี้ ได้ทำการทดลองแบบเทคนิคอย่างง่ายในการในการบำบัดน้ำที่ระบายออกจากพรุในภาคใต้ของประเทศไทย เป็นการทดลองในห้องปฏิบัติการ โดยทำการเก็บตัวอย่างน้ำในบริเวณพื้นที่พรุ 3 แห่งที่แตกต่างกันในจังหวัดนราธิวาส โดยวิธีการใส่และไม่ใส่แคลเซียมไฮดรอกไซด์ เพื่อปรับระดับความเป็นกรด/ด่างของน้ำ หลังจากนั้นเพิ่มเฟอรัสซัลเฟตที่ละน้อยและเพียงพอที่จะทำให้อินทรียคาร์บอนในสารประกอบฮิวมิคตกตะกอน หลังจากนั้นนำมาวัดความเข้มข้นจากผลการทดลอง สรุปได้ว่า สารอินทรีย์คาร์บอนถูกคาดคะเนจากสีของตัวอย่างน้ำและเมื่อใส่ปริมาณเฟอรัสซัลเฟตลงไปเกิน 1 โมลของเฟอรัสซัลเฟตต่อ1โมลของสารอินทรีย์คาร์บอนจากสารฮิวมิคเอซิคที่จุดวิกฤต ตัวอย่างน้ำจะไม่มีสีและยกระดับความเป็นกรด/ด่างของน้ำด้วยแคลเซียมไฮดรอกไซด์ จะช่วยกำจัดสีของน้ำได้โดยไม่เปลี่ยนแปลงค่าวิกฤตอีกด้วย

เปรียบเทียบค่าความเป็นกรด-ด่าง ฟอสฟอรัสและโพแทสเซียมในดินโดยวิธีของชุดตรวจสอบดินแบบภาคสนามและวิธีของห้องปฏิบัติการ

ชื่อเรื่อง เปรียบเทียบค่าความเป็นกรด-ด่าง ฟอสฟอรัสและโพแทสเซียมในดินโดยวิธีของชุดตรวจสอบดินแบบภาคสนามและวิธีของห้องปฏิบัติการ

ผู้ดำเนินการ นายสุรชัย พัฒนพิบูล และนางประไพ ปุณยรัตน์ยืนยง

บทคัดย่อ
          การศึกษาความเป็นกรด-ด่าง ฟอสฟอรัสและโพแทสเซียมในดินที่มีเนื้อดินเหนียวโดยวิธีของชุดตรวจสอบดินแบบภาคสนามและวิธีของห้องปฏิบัติการจำนวน 5 ชุดดิน ได้แก่ ชุดดินรังสิต ชุดดินองครักษ์ ชุดดินอยุธยา ชุดดินมหาโพธิและชุดดินช่องแก รวมจำนวนทั้งสิ้น 178 ตัวอย่าง พบว่าวิธีของชุดตรวจสอบดินแบบภาคสนาม ค่าความเป็นกรด-ด่างมีค่าเฉลี่ยอยู่ในช่วง 4.0-7.0 อยู่ในระดับกรดจัดมากถึงปานกลาง ฟอสฟอรัสที่เป็นประโยชน์อยู่ในระดับต่ำมากถึงสูงมาก โพแทสเซียมที่เป็นประโยชน์อยู่ในระดับต่ำถึงสูง ความคลาดเคลื่อนของค่าความเป็นกรด-ด่าง ร้อย